‘การเจอกันของเรียลเวิลด์และเมืองทิพย์กวังยา’ เมื่อ aespa เชื่อมโลกสองใบด้วย SYNK: HYPERLINE

      “Spicy ไม่เหมือนเพลงที่ผ่านๆ มาของ aespa เลย”

      “ดีใจที่มาเรียลเวิลด์ได้จริงๆ สักที”

      “แต่เพลงนิ่งไปหน่อย ไม่สุด”

      “หรือพี่จะเอาบีทหนักๆ แบบเพลง Girls อีกรอบ?”

      หลังจากเราได้เห็น aespa (เอสป้า) ตามล่างูยักษ์สีดำที่เข้ามาแฮ็กระบบเมตาเวิร์ส หวังจะตัดการเชื่อมต่อระหว่างโลกแห่งความจริงกับโลกของ ae (อาย) ซึ่งเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่สร้างขึ้นจากอัตลักษณ์ของแต่ละบุคคลมาตั้งแต่เพลง Black Mamba (2020) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของทุกๆ อย่าง ซึ่งสามารถย้อนอ่านเรื่องราวของพวกเธอตั้งแต่เริ่มต้นได้ในบทความ ‘จักรวาลนฤมิต เมืองทิพย์กวังยา’ ความสำเร็จ aespa ที่ไม่ไกลเกินฝัน และไม่ยากเกินความเข้าใจ

      ก่อนพวกเธอจะต้องออกเดินทางไปยังดินแดนต่างๆ ในโลกเมตาเวิร์สกับเพลง Next Level (2021) เพื่อตามหาและกำจัด Black Mamba ทว่าในช่วงระหว่างเดินทาง เหล่า aespa จะต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ คล้ายกับการตะลุยด่านในเกมตามที่เราเคยเห็นกันในเพลง Savage (2021) มาจนถึงเพลงสุดท้ายขององก์แรกอย่าง Girls (2022) ที่ดูเหมือนว่างูยักษ์สีดำจะถูกกำจัดลงแล้ว  

      ด้วยการร้อยเรียงเรื่องราวการเดินทางที่ติดต่อกันหลายบทเพลง ทำให้บางความคิดเห็นของเหล่าแฟนคลับเชื่อว่าภารกิจกอบกู้กวังยาของ aespa จบลงไปตั้งแต่สงครามในเพลง Girls เพราะ Black Mamba ที่พยายามแฮ็กระบบถูกกำจัดด้วยการเสียสละตัวเองของนาวิส (Narvis) 

      เมื่อเป็นแบบนี้ เราอาจไม่ได้เห็นการเชื่อมต่อระหว่างกวังยากับโลกแห่งความจริงบ่อยเท่าเก่าหรือไม่ เนื่องจาก aespa เสร็จสิ้นภารกิจในเมตาเวิร์ส จบสิ้นงานที่กวังยา และกลับมาใช้ชีวิตในเรียลเวิลด์ตามปกติธรรมดา 

      แต่ทุกอย่างจะเป็นแบบนั้นจริงหรือ?

การกลับสู่เรียลเวิลด์ของ aespa กับความคาดหวังถึงอนาคตของกวังยา?

      หากมองตามตรง เราไม่สามารถเดาทิศทางของ SM Entertainment ที่เป็นผู้สร้างจักรวาล SM Culture Universe (SMCU) และปูเส้นเรื่องเมตาเวิร์สให้กับ aespa ได้เลย ด้วยเหตุผลหลายอย่าง ทั้งการเปลี่ยนผ่านผู้บริหาร ทีมทำเพลงที่หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันอยู่บ่อยๆ รวมถึงการประเมินแนวเพลงและการทำงานของศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปค่ายอื่นๆ ที่อยู่ในวงการเดียวกัน การมองว่า aespa จะไม่ทำเอ็มวีสไตล์เมตาเวิร์สอีกต่อไปดูจะไม่ใช่สิ่งที่การันตีได้เด็ดขาด แม้เพลงพรีรีลีสของอัลบั้มถัดมาจะชื่อว่า Welcome To MY World (2023) ก็ตาม

      หลังจากเรื่องราวการต่อสู้ระหว่าง aespa กับ Black Mamba ดูเหมือนปิดฉากไปกับเพลง Girls และพวกเธอก็ได้คัมแบ็คใหม่อีกครั้งกับมินิอัลบั้มชุดที่ 3 My World ที่มีเพลงนำชื่อ Welcome To MY World ที่คล้ายกับตอกย้ำว่า aespa กลับสู่เรียลเวิลด์แล้วจริงๆ ทว่าในเอ็มวีนี้เรายังได้เห็นนาวิสที่คิดว่าน่าจะตายไปแล้ว ได้เห็นเรื่องราวแปลกๆ ที่ซ่อนอยู่ในนั้น ซึ่งเราได้เคยเขียนถึงความน่าจะเป็นในหลายเส้นทางไว้ในบทความ ทฤษฎีสมคบคิดแบบเมืองทิพย์กวังยา หรือ ‘Welcome To MY World’ จะยังไม่ใช่ ‘โลกที่แท้จริง’ ของ aespa? 

      นอกจากนี้ เรายังได้เห็นความผิดปกติบางอย่างเพิ่มขึ้นอีกในเอ็มวีเพลง Spicy (2023) ซึ่งเป็นเพลงไตเติล ทั้งฉากเปิดที่มีก้อนวัตถุประหลาดมีขนสีต่างๆ รถยนต์บนท้องถนนที่มีสัญญาณติดๆ ดับๆ เหมือนเวลาโทรทัศน์รวน ตึกรามบ้านช่องที่บิดเบี้ยว รถที่ตกลงมาจากฟ้า ไปจนถึงข่าวในโทรทัศน์ก็กำลังรายงานเรื่องปรากฏการณ์ประหลาด ก็ทำให้เห็นว่าทุกความเป็นไปได้ยังคงเกิดขึ้นกับพวกเธอเสมอ 

      ก่อนหน้านี้เคยมีการพูดกันเล่นๆ ในหมู่แฟนคลับว่า ‘เอสป้าจะเลิกต่อยตีกับงูได้หรือยัง’ แต่พอถึงเวลาที่พวกเธอออกจากกวังยาแล้วกลับสู่โลกแห่งความจริง หลายคนก็รู้สึกอยากถอนคำพูดเดิมเสียอย่างนั้น เพราะการไม่ได้เห็นอะไรเกี่ยวกับเทคโนโลยีล้ำๆ คอนเซ็ปต์เกินจินตนาการที่บางครั้งถูกเรียกว่าจูนิเบียว เคล้ากับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์เข้มข้น ก็พานให้รู้สึกโหวงใจอยู่ไม่น้อย จนก่อให้เกิดความคาดหวังว่าในไตเติลถัดๆ ไป เอสป้าจะกลับเข้าสู่คอนเซ็ปต์เดิมอีกครั้ง และสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Spicy เป็นเพียงการแวะหลังผ่านการเดินทางอันยาวนานบนโลกปกติธรรมดาเท่านั้น   

      ด้วยเส้นเรื่องจักรวาลนฤมิตที่ดูเหมือนจบ แต่สุดท้ายก็การันตีไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจบจริงๆ ก็ยังคงทำให้เรื่องราวของ aespa นั้นน่าสนใจและน่าติดตามอยู่เสมอ 

‘คอแห้ง’ ‘เค็มหวาน’ ‘ไม่สุข’ เส้นเรื่องหลากหลายรสชาติของ aespa

      นอกเหนือจากข้อสังเกตเรื่องกวังยาไม่กวังยา ความโดดเด่นของการคัมแบ็คครั้งนี้คือการได้เห็นมิติที่หลากหลายของ aespa มากขึ้น นอกจากเอ็มวีตัวเต็มอย่าง Welcome To MY World และ Spicy เรายังได้เห็น Track Video เพลงอื่นๆ ในอัลบั้มอีกด้วย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตั้งแต่พวกเธอเดบิวต์มา 

      หนึ่งใน Track Video ที่น่าสนใจที่สุดตัวหนึ่งคือ Thirsty เล่าถึงความสัมพันธ์ของแก๊งเพื่อนสาววัยรุ่น มีเส้นเรื่องว่าด้วยความรัก ความลับ มิตรภาพ การแอบชอบ ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานที่เราทุกคนต่างเคยรู้สึก และตอนนี้ดูเหมือนว่า aespa ทุกคนก็กำลังเผชิญอยู่กับสถานการณ์ดังกล่าวเช่นกัน 

      ที่บอกว่าเส้นเรื่องของ Thirsty น่าสนใจ นั่นเพราะเราแทบไม่เคยเห็นเรื่องราวความรักในเอ็มวีของพวกเธอเลย ก่อนหน้านี้ aespa มุ่งเน้นไปยังการต่อสู้กับ Black Mamba ควบคู่ไปกับการเล่าเรื่องมิตรภาพของกลุ่มเพื่อน การจับมือกันฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ในโลกเมตาเวิร์ส และความสัมพันธ์กับนาวิส พอครั้งนี้พวกเธอเปลี่ยนมู้ดกลับมายังชีวิตของคนหนุ่มสาวทั่วไป เล่าถึงความรัก การเลิกรา ชีวิตวัยเรียน ส่งผลให้เราได้เห็นมุมมองใหม่ๆ และสีสันแบบใหม่ของ aespa ได้มากกว่าเดิม 

      Salty & Sweet ถือเป็นเพลงที่มายหลายคนลงความเห็นว่าเต็มไปด้วยกลิ่นอายแบบ aespa มากที่สุดในอัลบั้มนี้ ด้วยสไตล์ดนตรีที่คุ้นเคย จังหวะสนุกสนาน และงานภาพที่แปลกตา ความเข้ากันอย่างลงตัวนี้ส่งผลให้มีบางเสียงมองว่า Salty & Sweet สามารถเป็นพรีรีลีสที่โหมโรงก่อนการปล่อยเพลงไตเติลได้เลย 

      ในความคิดเห็นส่วนตัว I’m Unhappy คือ Track Video ที่เราชอบมากที่สุด เพราะมันเต็มไปด้วยปริศนา ความลึกลับ ว้าเหว่ เล่นกับลูปเวลาวนไปเวียนมาไม่รู้จบ ซึ่งเริ่มต้นด้วยฉากวิ่งอยู่ตรงทางเดินของตึกที่คล้ายกับโรงเรียนมัธยมของวินเทอร์ ก่อนถูกดึงเข้าสู่ห้วงเวลาที่ฉุดรั้งซ้ำแล้วซ้ำอีก 

      ไหนจะเรื่องราวของหนิงหนิงที่คล้ายกับว่าเธอคือเซนเตอร์ของทีมเชียร์ลีดเดอร์ ทว่าเธอกลับดูไม่มีความสุข ไร้ชีวิตชีวา คล้ายกับว่าเธอจะต้องทำการแสดงตลอดไป ไปจนถึงจีเซลผู้หม่นหมองแม้ทุกคนในงานปาร์ตี้จะกำลังสนุนสุดเหวี่ยง รวมถึงคาริน่าผู้ต้องเลือกว่าจะยอมติดอยู่ในลูปเวลาตลอดไปเหมือนเก่า หรือจะยอมแหกกรอบแล้วออกจากสิ่งที่เป็นอยู่ 

      ทั้งสามเพลงที่มี Track Video สั้นๆ แล้วเล่าเรื่องแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มีทั้งความสดใสแบบชีวิตแก๊งเด็กผูู้หญิงวัยเรียน มีทั้งความลึกลับที่ให้อารมณ์คล้ายกับภาพยนตร์สยองขวัญ และงานภาพที่คงคอนเซ็ปต์ล้ำสมัย เผยความหลากหลายทางคอนเซ็ปต์ แม้เพลงทั้งหมดจะอยู่ในอัลบั้มเดียวกันก็ตาม 

      ด้วยความทันสมัย การเล่นกับเมตาเวิร์ส เนื้อเพลง งานโปรดักชันที่ถือเป็นภาพจำของเกิร์ลกรุ๊ปผู้เล่นกับคอนเซ็ปต์โลกอนาคต ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เมื่อวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา เราได้เห็นคาริน่าปรากฏตัวอยู่ในคลิปวิดีโองาน World Expo 2030 กับการประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งที่ 172 ขององค์การนิทรรศการนานาชาติ (Bureau of International Expositions: BIE) ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส โดยทางเกาหลีใต้ได้นำเสนอผลงานในการประชุมที่มี aespa อยู่ในนั้น เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ชมทั่วโลก ที่ทำให้เห็นว่าคอนเซ็ปต์ของพวกเธอก็นับเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่บริษัทเอกชนจนถึงรัฐบาลให้ความสำคัญอยู่ไม่น้อย 

เชื่อมกวังยากับเรียลเวิลด์ด้วย SYNK: HYPER LINE

      เมื่อคอนเซ็ปต์หลักของ aespa คือเมตาเวิร์ส ความทันสมัย การเล่นกับเทคโนโลยี พอถึงเวลาที่พวกเธอได้จัดคอนเสิร์ตเดี่ยวเป็นของตัวเอง เราจึงได้เห็นแทบทุกอย่างที่พวกเธอเคยเล่าไว้ในมิวสิกวิดีโอและการ์ตูนสั้นผ่าน SYNK: HYPER LINE ที่นำเสนอการเริ่มต้นของโลกใบใหม่ เชื่อมมิติระหว่างเมตาเวิร์สกับโลกแห่งความจริงด้วย SYNK (ซิงก์) ที่เชื่อมโยงทุกตัวตนรวมอยู่ในพื้นที่เดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบ

      ทุกคนที่ว่านั้นหมายถึง aespa อายของเอสป้า นาวิส รวมทั้งมาย เพื่อสร้างความทรงจำร่วมกัน ซึ่งการทัวร์คอนเสิร์ตที่ว่านี้ได้เปิดฉากไปตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ณ กรุงโซล เกาหลีใต้ รวมถึงการเข้าชมแบบออนไลน์ผ่าน Beyond LIVE ที่ทำให้มีมายมากกว่า 79 ประเทศทั่วโลกได้สร้างประสบการณ์ไปพร้อมกัน 

      SYNK: HYPER LINE ถือว่าเป็นการจัดทัวร์คอนเสิร์ตที่ประสบความสำเร็จมากครั้งหนึ่งของ SM Entertainment โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นกับการทัวร์ช่วงเดือนมีนาคมจนถึงเมษายน ที่สามารถจำหน่ายบัตรคอนเสิร์ตได้หมดทั้ง 10 รอบการแสดง กับผู้ชมมากกว่า 110,000 คน ยังไม่รวมการจัดทัวร์ใน Tokyo Dome (โตเกียวโดม) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 5-6 สิงหาคมนี้ แล้วทำให้ aespa ได้สร้างสถิติใหม่อีกครั้ง ด้วยการเป็นศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปต่างชาติที่สามารถจัดคอนเสิร์ตในโตเกียวโดมได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ 

      ในเมื่อ SYNK: HYPER LINE เกิดขึ้นไปแล้วในหลายที่ แฟนคลับหลายประเทศที่ยังไม่ถึงคิวของตัวเอง ต่างคาดหวังจะได้เห็นความอลังการของโปรดักชัน ได้ฟังเพลงฮิตและเพลงในอัลบั้ม ได้เห็นอายและนาวิส รวมถึงได้เห็นการโซโล่กีตาร์ของวินเทอร์ โซโล่ของคาริน่า การโชว์พลังเสียงของหนิงหนิง และเอนเนอร์จี้เต็มเปี่ยมของจีเซลโซโล่ ท่ามกลางทะเลแท่งไฟสีออโรร่าที่จะส่องแสงไปทั่วฮอล์

      เชื่อได้เลยว่าพวกเธอจะไม่มีวันทำให้เราต้องผิดหวัง 

Content Creator