“เมทเทอร์นิช” (ค.ศ.1815) เป็นชื่อสนธิสัญญาที่ตั้งตามชื่อของเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศของจักรวรรดิออสเตรีย ที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศยุโรปในการประชุมใหญ่แห่งเวียนนา ให้กลับสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เช่นเดิม เหมือนสมัยก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศสและยุคจักรพรรดินโปเลียนที่ได้โหมกระหน่ำกระแสปฏิวัติและสถาปนาระบอบสาธารณรัฐขึ้นแทนระบอบกษัตริย์ทั่วภูมิภาคยุโรป สนธิสัญญาเมทเทอร์นิช จึงเปรียบเสมือนหมุดหมายของการย้อนกลับไปสู่สภาพเดิมอีกครั้ง ของบรรดาประเทศในยุโรปภายใต้ระบอบซึ่งเป็นฉันทามติ ณ ขณะนั้นของชนชั้นนำของยุโรป
ผลจากสนธิสัญญาเมทเทอร์นิชมีความคล้ายคลึงกับการเมืองไทย ในจังหวะที่สถานการณ์การเมืองกำลังตึงเครียด ไม่ว่าจะเป็นการที่ แพทองธาร ชินวัตร ประกาศลั่นว่าบิดาของเธอ ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 10 สิงหาคม หลังจากที่พำนักอยู่ในต่างประเทศนานกว่าสิบปี กรณี “อำนาจที่มองไม่เห็น” ที่เข้ามาครอบงำการจัดตั้งรัฐบาล ปฏิกิริยาของฝ่ายเผด็จการและ สว. ที่พยายามกีดกันรัฐบาลที่มาจากฉันทามติของประชาชน จนสุดท้ายพรรคก้าวไกลต้องส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล โดยมีเงื่อนไขจากทั้งพรรคร่วมเผด็จการเก่า และ สว. ว่าต้องไม่มีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาล ถึงจะสนับสนุน
นี่คือปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ เพราะสื่อหลายสำนัก รวมถึงนักวิชาการ ต่างวิเคราะห์และวิจารณ์กันว่า ถึงวันนี้ “ผีทักษิณ” ที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมต่างหวาดกลัว จนนำไปสู่การกำเนิดกลุ่มพันธมิตร กลุ่ม กกปส. และการรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ได้เปลี่ยนสู่พรรคก้าวไกล ที่น่ากลัวยิ่งกว่า ในสายตาของฝ่ายอนุรักษ์นิยม และกลายเป็นว่าทักษิณกลับได้รับการยอมรับมากกว่า ถึงขนาดที่ผู้ทำรัฐประหารทักษิณ อย่าง พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ยินดีเมื่อมีข่าวว่าเขาจะกลับบ้าน หรือคู่แค้นอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้จุดชนวนแห่งความแตกแยกทางการเมือง นำม็อบเสื้อเหลืองขับไล่ทักษิณ ก็กลับรับได้ในวันที่เขาพร้อมจะกลับมาสู่เมืองไทย
ปรากฏการณ์ที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมไทย พยายามย้อนอดีตเพื่อสร้างฉันทามติร่วมกันใหม่ เหมือนสนธิสัญญาเมทเทอร์นิชของยุโรป ที่พยายามแช่แข็งการเมืองให้เป็นของชนชั้นนำอีกครั้ง และดึงความเปลี่ยนแปลงให้กลับมาเหมือนในวันที่พวกตนมีอำนาจเช่นเคย อาจกล่าวได้ว่า ยุโรปหลังยุคนโปเลียนมี “สนธิสัญญาเมททาร์นิช” ไทยเราก็มี “ทักษิณ Set Zero” นั่นเอง
สนธิสัญญาเมทเทอร์นิช
สนธิสัญญาเมทเทอร์นิช ตั้งชื่อตาม เคลเมนส์ เวนเซิล เนโพมุค โลทาร์ เจ้าชายแห่งเมทเทอร์นิช เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศของจักรวรรดิออสเตรีย ผู้มีบทบาทสำคัญในการร่างสนธิสัญญาร่วมกันของบรรดาชาติในยุโรปให้กลับไปเหมือนเช่นในอดีตก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส ใจความสำคัญคือให้อำนาจและอภิสิทธิ์แก่กลุ่มกษัตริย์เดิมของประเทศในทวีปยุโรป เหมือนในวันที่ประเทศต่างๆ ปกครองโดยกษัตริย์ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมลิดรอนสิทธิ์ของประชาชน กีดกันระบอบสาธารณรัฐ รวมไปถึงกีดกันไม่ให้แนวคิดระบอบสาธารณรัฐเติบโต โดยเฉพาะการกีดกันฝรั่งเศสที่เคยมีการปฏิวัติ รวมถึงเคยเป็นสาธารณรัฐ ให้ไม่สามารถเข้มแข็งได้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการนำระบอบกษัตริย์กลับคืนสู่ฝรั่งเศส นำพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 แห่งราชวงศ์บูร์บง กลับคืนสู่ราชบัลลังก์ฝรั่งเศส และยังกำหนดอาณาเขตดินแดนที่ฝรั่งเศสยึดครองไปให้กลับคืนสู่กษัตริย์ราชวงศ์เดิม นี่คือการพยายามทำให้ยุโรปกลับไปสู่ยุคที่เคยเป็นก่อนปฏิวัติฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่ง ที่พยายามกระทำโดยฝ่ายอนุรักษ์นิยมของยุโรปอีกครั้งโดยที่มี เมทเทอร์นิช เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการประชุมและร่างสนธิสัญญานี้ขึ้นมา
ความพยายามนำยุโรปกลับไปสู่ยุคก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนชาวฝรั่งเศสผู้ที่มีอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย และเมื่อจักรพรรดินโปเลียนทรงหนีกลับมาที่ฝรั่งเศสอีกครั้ง ทำให้ประชาชนรวมถึงทหารให้การต้อนรับและขับไล่พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 อีกครั้งหนึ่ง หรือแม้กระทั่งหลายๆ ประเทศที่ได้รับรู้ถึงกลิ่นอายระบบสาธารณรัฐไม่ว่าจะเป็นในอิตาลี โปแลนด์ ตลอดจนรัฐเล็กๆ ในเยอรมนี ประชาชนในรัฐเหล่านี้ต่างก็มองว่าการมีรัฐธรรมนูญ ระบบสภา รวมถึงระบอบประชาธิปไตย ทำให้พวกเขามีสิทธิมีเสียง และระบอบกษัตริย์เป็นเพียงระบบที่กลับมากดขี่พวกเขาเท่านั้น
ถึงแม้สนธิสัญญาเมทเทอร์นิช จะพยายามนำยุโรปโลกเก่าสมัยราชาธิปไตยกลับมา แต่กระนั้นประเทศของเมททาร์นิชเองก็ไม่สามารถกลับไปเป็นเจ้าของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ได้อีกครั้ง เพราะคราวสมัยปฏิวัติ รวมถึงสมัยสงครามนโปเลียน ผู้ที่ครองตำแหน่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ขณะนั้น คือกษัตริย์แห่งออสเตรีย ภายหลังแพ้สงคราม จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ได้ถูกยกเลิกไป และถึงแม้ยุคสมัยของนโปเลียนหมดไปก็ไม่สามารถฟื้นฟูจักรวรรดินี้กลับมาได้อีกเลย ที่สำคัญทำให้ปรัสเซียเติบโตและจะก้าวมาสู่การเป็นผู้นำรัฐเยอรมนีแทนออสเตรียในที่สุด
และถึงแม้ว่าสนธิสัญญานี้ต้องการหยุดการเปลี่ยนแปลงการเมืองทั่วยุโรปจริง แต่ก็ไม่สามารถหยุดได้ เห็นได้จากระบอบกษัตริย์ฝรั่งเศสภายหลังก็ล่มสลายลงอีกครั้ง และเกิดระบอบสาธารณรัฐ หรือประเทศอื่นๆ ในยุโปรภายหลังก็เปลี่ยนสู่ระบอบสาธารณรัฐที่มีรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น
ความคิดที่ผิดของฝ่ายอนุรักษ์นิยม
ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุโรปหลังยุคปฏิวัติฝรั่งเศสและนโปเลียน ฝ่ายอนุรักษ์นิยมกลับมามีอำนาจอีกครั้ง และรื้อฟื้นระบอบกษัตริย์ขึ้นมา แต่กระนั้นก็ไม่อาจสามารถหยุดกระแสความเปลี่ยนแปลงได้ เพราะประชาชนได้รับรู้ถึงการมีระบอบใหม่ที่ประชาชนสามารถขึ้นมาเป็นผู้นำได้ โดยไม่ยึดถืออาญาสิทธิ์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่อ้างเรื่องการมีเลือดสีน้ำเงิน อ้างความชอบธรรมในการปกครอง แต่ความจริงที่ปรากฏการณ์ภายหลังยุคสนธิสัญญาเมททาร์นิช จะพบว่าราชวงศ์ในยุโรปที่ร่วมมือกันดึงห้วงเวลาทางการเมืองกลับสู่ระบอบราชาธิปไตย ก็ทำได้เพียงหยุดยั้งไว้ได้ชั่วคราวเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในหลายๆ ประเทศสู่ระบอบสาธารณรัฐ
ย้อนกลับมามองอนุรักษ์นิยมไทยเช่นเดียวกัน มีความคิดที่ผิดพลาดจนน่าไล่ไปเรียนประวัติศาสตร์เสียใหม่ เรื่องมองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ว่ามีมาตั้งแต่สุโขทัย ที่จริงแล้วคือความคิดที่ผิดเพราะระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก่อตัวขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เห็นได้จากการเลิกทาส จัดตั้งกระทรวงและระบบราชการแบบรวมศูนย์เพื่อดึงอำนาจจากขุนนางมาสู่กษัตริย์ รวมไปถึงการสร้างพิธีกรรมใหม่ๆ ที่ดึงมาจากตะวันตก ไม่ใช่สุโขทัย หรือแม้กระทั่งอยุธยา ที่อำนาจขึ้นอยู่กับบารมีส่วนบุคคลและกลุ่มขุนนางที่สนับสนุน นี่จึงเป็นความคิดที่ผิดพลาดในการมองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ต้องไล่ให้พวกเขาไปศึกษาเสียใหม่
ความเหมือนของ“เมทเทอร์นิช” และ “ทักษิณ Set Zero”
ความเหมือนของทั้ง 2 เหตุการณ์ คือการพยายามดึงการเมืองกลับไปสู่ยุคที่เคยเป็นอีกครั้ง กล่าวคือ เมทเทอร์นิช คือการหมุนเข็มนาฬิกากลับไปสู่ระบอบกษัตริย์นิยมที่ไม่ต้องการให้มีเหตุการณ์ที่ประชาชนเป็นใหญ่ หรือมีคนอย่างนโปเลียนเกิดขึ้นมาสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับระบบเดิม ขณะที่ ทักษิณ Set Zero คือความพยายามปรองดองชั่วคราวของฝ่ายอนุรักษ์นิยมเพื่อหยุดเวลาทางการเมืองให้เหมือนในยุคปี 2544-2549 เพราะหากเปลี่ยนแปลงมากเกินไป อาจทำให้พวกเขาควบคุมทั้งสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ในประเทศไทยไม่อยู่
นี่จึงเป็นปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นของการเมืองไทย จะหยุดให้การเมืองไทยเป็นในทางที่พวกเขาควบคุมได้ และพอรับได้อีกครั้ง ปรากฏการณ์ ทักษิณ Set Zero ที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในวันที่เขาจะได้กลับบ้านหรือไม่ก็ตาม เพราะฉันทามติของฝ่ายอำนาจนิยมไทยที่ค่อนข้างเอาแต่ใจ คือการทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้ตัวเองเสียผลประโยชน์ ควบคุมการเมืองไม่ได้ นั่นคือการไม่มีพรรคก้าวไกลอยู่ในสมการการเมือง เพราะกาก้าวไกล ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม คือสิ่งที่พวกเขากลัวมากที่สุด มากกว่า ผีทักษิณ นั่นเอง
#เพื่อไทย #จัดตั้งรัฐบาล #มันจบแล้วครับนาย #ทักษิณ #ก้าวไกล #การเมือง #ประวัติศาสตร์ #เพื่อไทยการละคร
แหล่งอ้างอิง