6 สิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นก็ได้เห็นจากการเมืองไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน 

เมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา นพ.วรงค์ เดชวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้กล่าวไว้ในขณะที่นำผู้สมัคร ส.ส. กทม. ของพรรค ทั้ง 33 เขต มายื่นสมัครรับเลือกตั้งที่ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ว่า “อะไรก็เกิดขึ้นได้กับการเมืองไทย” ฟังดูแล้วก็เซอร์ไม่เบา เพราะที่ผ่านมา การเมืองไทยก็มีแต่อะไรว้าวๆ อย่างที่เราก็นึกไม่ถึงมาก่อน ดังนั้น The Modernist จึงลองประมวลเหตุการณ์สุดเซอร์เรียลในการเมืองไทย ต้อนรับฤดูกาลเลือกตั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ดังนี้ 

1. ตำนาน “กลุ่มงูเห่า”  

คำว่า “กลุ่มงูเห่า” เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2540 โดยอดีตนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ซึ่งเปรียบเทียบลูกพรรคประชากรไทย 13 คน ที่ได้รับการชักชวนจาก พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น ให้พร้อมใจกันขัดมติพรรค ยกมือโหวตให้นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งที่พรรคประชากรไทยมีมติสนับสนุนให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายสมัครเรียก ส.ส. เหล่านี้ว่าเป็นงูเห่า ส่วนตัวเองนั้นเปรียบเสมือนชาวนา ที่รับงูเห่ามาเลี้ยง โดยเฉพาะกลุ่ม ส.ส.ปากน้ำ ของนายวัฒนา อัศวเหม ที่ภายหลังจากนั้นถูกเรียกว่า “งูเห่าปากน้ำ” และคำว่า “งูเห่า” ก็กลายเป็นศัพท์ทางการเมืองไทยมาจนถึงปัจจุบัน ใช้หมายความถึง ส.ส. ที่แปรพักตร์ ย้ายขั้ว ย้ายพรรค และสะท้อนถึงการขาดอุดมการณ์นั่นเอง 

2.หมอวรงค์ชูป้าย “เพิ่ม ม.112” สวนกระแสคนรุ่นใหม่ 

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์และต่อต้านกฎหมายอาญามาตรา 112 เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ถูกใช้ปิดปากประชาชนอย่างไร้ขอบเขต และมีผู้ถูกดำเนินคดีจากกฎหมายมาตรานี้เป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา แต่ล่าสุด นพ. วรงค์ เดชวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี กลับออกตัวแรง ชูป้ายเชียร์ให้มีการ “เพิ่ม ม.112” ขณะเดินสายหาเสียง แบบไม่แคร์เสียงคนรุ่นใหม่ ไม่แคร์ว่ากฎหมายดังกล่าวนี้เป็นหนึ่งในเครื่องมือในการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งขัดต่อหลักการประชาธิปไตย และไม่แคร์ว่าตัวเองกำลังหาเสียงเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ทั้งที่ใครๆ ก็อ้างประชาธิปไตย แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหารก็ตาม  มีใครให้เซอร์กว่านี้อีกไหมเนี่ย 

3.“ลุงป้อม” เวอร์ชั่นวัยรุ่นเทสต์ดี 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือ “ลุงป้อม” รองนายกรัฐมนตรี ที่ปกติมีท่าทางขึงขัง ดุดันไม่เกรงใจใคร ไม่ค่อยเป็นมิตรสักท่าไหร่ยามนักข่าวถาม ไม่ว่าการตอบโต้นักข่าว ถามถึงกรณีนาฬิกาของตนเอง หรือกรณีที่ผู้สื่อข่าวถามถึงความแตกแยกของพรรครัฐบาล รวมถึงกับเยาวชน แต่ไม่รู้ๆๆ ทำไม เมื่อถึงฤดูกาลเลือกตั้ง “ลุงป้อม” กลับย้อนไปวัยละอ่อนอีกครั้ง ตั้งแต่การเปลี่ยนลุคมาใส่แจ็กเก็ต Issue ไทย สีสันสดใสเดินตลาด ออกกำลังกายยามเช้าใกล้บ้าน เดินห้าง พบปะประชาชน ถึงขั้นให้ประชาชนหอมแก้มก็มี ที่พีคกว่านั้น ท่านยังคว้าไมค์ร้องเพลง “ทรงอย่างแบด” ที่สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เป็นการเอาใจเด็กๆ ภาพลักษณ์เช่นนี้อาจไม่เห็นได้ง่ายๆ จนหลายๆ คนแอบแซวว่าเป็นลุคใหม่ของลุงป้อม และเชื่อว่าหลายคนก็คงอยากติดตามว่าต่อไปลุงป้อมจะแสดง เอ้ย! เปลี่ยนลุคเป็นแบบไหนอีก นี่มันป้อมเทสต์ดี อรุ่มเจ๊าะถูกใจวัย…ชัดๆ  

4.ส.ส. เอลวิส ขอขมาลุงตู่ หลังโดดซบพรรครวมไทยสร้างชาติ 

ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อดีต ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย อยู่ดีๆ ไม่รู้ลมอะไรพาไป ถลาตัวไปซบพรรคลุงตู่ รวมไทยสร้างชาติซะอย่างนั้น แถมอวยซะลุงตู่ลอย ทำนองไม่มีใครดีเท่าลุงตู่อีกแล้วในจักรวาลใบนี้ ควรค่าแก่การเป็นนายกฯ อีกสมัย แหม่… แต่ถ้าย้อนกลับไปไม่นาน สมัยที่คุณศรัณย์วุฒิยังเฉิดฉาย เป็นเอลวิสอยู่ในสังกัดค่ายเพลงเพื่อไทยในสภา เขาเป็นตัวตึงสาขาไม้เบื่อไม้เมากับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ “ลุงตู่” ด่ายับแบบไม่เผาผี ด่าตั้งแต่ระดับตัวบุคคลถึงระดับรัฐบาล ใครๆ ก็คิด ตายคงไม่ฝังไม่ไปเผากันแน่นอน นี่ล่ะหนาที่เขาเรียกการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร เมื่อก่อนจับดาบสู้ลุงตู่ 4 ปีผ่านไปยังหันมาจับดาบใส่ชุดนักรบปกป้องลุงตู่ ขอขมากันหน้าตาเฉย โถ… 

5.ไทยภักดีที่ไม่ภักดี  

เมื่อวันที่ 4 เมษายน ในการจับฉลากหมายเลขพรรคการเมือง ที่อาคารกีฬาเวสน์ กรุงเทพมหานคร FC พรรคการเมืองต่างๆ ก็พากันมาเชียร์เมนของตัวเองกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง เช่นเดียวกับพรรคเหลืองสดอย่างไทยภักดี ที่ไม่ได้ “แรวงงงง” แค่ป้ายเชียร์เท่านั้น แต่ FC แรงกว่ามาก เพราะเมื่อ “รังสิมันต์ โรม” แห่งพรรคก้าวไกล เดินทางมาถึง เหล่า FC  ไทยภักดีถึงกับทิ้งป้าย ย้ายพรรค เอ้ย! ทิ้งเมนตัวเองไปถ่ายรูปคู่กับ ส.ส. สุดหล่อแห่งพรรคสีส้ม กลายเป็นว่าไม่รู้ใครเป็น FC ใครกันแน่ หรือว่ากายสั่งมาให้มาไทยภักดี แต่ใจไปพรรคก้าวไกล หมอวรงค์ว่ายังไง อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน 

6.ก้าวข้ามความขัดแย้งด้วยแรงกระทืบ 

นอกจากลุคใหม่วัยรุ่นเทสต์ดีแล้ว ลุงป้อมเขายังพ่วงโปรโมชั่น “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ซะด้วย แต่ๆๆ เมื่อพรรคพลังประชารัฐลุยหาเสียงแถวพระราม 8 เมื่อวันที่ 2 เมษายน ที่ผ่านมา มีนักกิจกรรมที่รณรงค์แก้ไขมาตรา 112 กลับถูกการ์ดของพรรคขัดขวางไม่ให้รณรงค์กิจกรรมซะอย่างนั้น ถึงขั้นปะทะและได้รับบาดเจ็บกันด้วย ซึ่งดูจะสวนทางกับสโลแกนของลุงป้อม ผู้เป็นแกนนำพรรค ไม่รู้ว่าบรีฟกันไม่ดี หรือมีคนไม่อ่านไลน์กรุ๊ป  

อย่างไรก็ตาม การก้าวข้ามความขัดแย้งด้วยกำลังไม่ได้เกิดขึ้นที่พรรคพลังประชารัฐเป็นที่แรก เพราะถ้าย้อนไปเมื่อกลางเดือนมีนาคม ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่พบประชาชนที่ราชบุรี ก็มีเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ล็อกคอปิดปากคุณป้าท่านหนึ่ง จนเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง เฮ้อ… ที่ผ่านมาเรามักจะเห็นนักการเมืองไหว้ประชาชน อ่อนน้อมถ่อมตน เรียกพ่อแม่พี่น้อง แต่ครั้งนี้กลับแหวกแนว หาเสียงแบบจำเลยรัก ปะทะกับประชาชนซะอย่างนั้น หรือจะอินกับเพลงทรงแบดก็ไม่ทราบ แต่ถ้าเล่นบทแบดมากๆ ระวังประชาชนแซดบ่อยๆ ไม่ลงคะแนนให้นะจ๊ะ 

Content Creator